อาจารย์หม่อม

อาจารย์หม่อม เป็นเวลากว่าสิบปี แห่งการสร้างทานบารมี โดยการแจกพระเครื่อง-เครื่องรางของขลังฟรี ให้กับนายทหาร ตำรวจ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ปฏิบัติการรักษาชาติ

แผ่นดิน โดยไม่มีการพานิชย์เข้ามาเกี่ยวข้อง ของชายนิรนามผู้ไม่เคยเผยประวัติที่แท้จริง แต่เหล่าผู้ศรัทธา และลูกศิษย์ ต่างรู้จักและขนานนามว่า อาจารย์หม่อม พุทธิโพธิสัตว์ นิรนาม ไตรภูมิ

ในสายนักปฏิบัติจะขนานนามว่า “อาจารย์ใหญ่ นิรนาม ไตรภูมิ” ชื่อนี้ที่บรรดาผู้คนต่างแซ่ซ้อง สรรเสริญ กล่าวขวัญถึงความศักดิ์สิทธิ์ และความเข้มขลัง

ย่อมบอกความเป็นตัวตนของท่านได้ดี ถ้าท่านอยากมีชื่อเสียง ท่านก็ควรจะแจ้งหรือประกาศชื่อเสียง ที่แท้จริงของท่าน ต่อสาธารณชนแล้ว

แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักชื่อจริง นามสกุลจริงของท่าน และด้วยคำจำกัดความของ “นิรนาม” ก็คือไม่มีชื่อเสียงเรียงนามอะไร สภาวะของผู้ที่ไม่ต้องการให้รู้เห็น ถึงความเป็นมา และหากแปลความหมายของคำว่า “นิรนาม” ในทางโลกอุตรธรรม คือการดับรูป ดับนาม

เพื่อการดับภพ ดับชาติ ส่วน “ไตรภูมิ” หมายถึง สามโลกตามความเชื่อในพระพุทธศาสนาซึ่งประกอบไปด้วย สวรรค์ นรก และมนุษย์นั่นเป็นความหมายในโลกแบบง่ายๆ แต่สำหรับท่านอาจารย์ใหญ่แล้ว ความหมายของของคำว่าไตรภูมิคือ กุตรธรรม ที่ประกอบไปด้วย กามภูมิ รูปภูมิ และ อรูปภูมิการสร้างทานบารมี โดยการแจกพระเครื่อง

Teacher Mom for more than ten years Of creating charisma By giving away free amulets – talismans For military officers, police officers, senior government officials Operating to save the nation

Land without any commercialization Of an anonymous man who has never revealed the true history But the believers and disciples know and call the nameless teacher Mom Putti Bodhisattva.

In the practitioner line it is called “Nameless Headmaster Triphum”, this name that people praise and honor the sacredness. And magical intensity

Would tell your identity well If you want to be famous You should report or declare the reputation Your true Publicly

But very few people know their real name Your full name And with the definition of “anonymous” is that there is no name whatsoever

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง

อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง เมื่อท่านโตเป็นหนุ่ม มีอายุครบบวช อาจารย์ฟ้อน ก็บวชเป็นพระสงฆ์ อยู่ที่วัดบ้านชุ้งนี่เอง และได้ศึกษาพระธรรมวินัยตลอดจนถึง เรียนเชียนอ่านไทย รวมถึงภาษาบาลี สันสกฤษ และขอมโบราณ

สามารถอ่านออกเขียนได้ อย่างคล่องแคล่วว่องไว เพราะสมัยนั้นไม่มีโรงเรียน ใช้วัดเป็นที่เรียนหนังสือ ทุกคนต้องมาเรียนที่วัด และในเวลาต่อมาพระฟ้อนก็ได้เกิดอาพาธ

เป็นริดสีดวงจมูกทำให้เกิดแผลเน่า มีกลิ่นเหม็นประกอบกับ ไม่ได้ทำการรักษาอย่างถูกต้อง เกิดหนองไหลออกมาและมีกลิ่นกระจายไปทั่ว พระที่วัดและผู้คนที่มาทำบุญ

มีความรังเกียจมากขึ้น จะออกไปบิณฑบาตก็ไม่ค่อยได้ ท่านจึงได้ปลีกตัวมาอยู่ลำพังไกลออกไป จากผู้คนที่เคยคุ้นเคยมาแต่ก่อน ในที่สุดก็ตัดสินใจไปหาที่อยู่ใหม่

โคกวัดร้างมีโบสถ์เก่าแก่ ที่ชำรุดทรุดโทรมมาก มีต้นโพธิ์ใหญ่มีกิ่งก้านร่มเงาดี และมีฐานเจดีย์ที่ยอดพังลงมา และมีพระพุทธรูปปูนปั้นองค์หนึ่งหน้าตักกว้างประมาณ ๒ เมตรสูง ๒ เมตรครึ่งอยู่บนแท่นใบโบสถ์ กิ่งโพธิ์นั้นให้ร่มเงาทอดไปถึงพระพุทธรูป

มุงสังกะสี ไว้อยู่อาศัยพักนอนได้อย่างสบาย ท่านก็กลับไปบอกเล่าให้ญาติพี่น้องของท่าน ให้มาช่วยทำเป็นที่พักแบบเพิงหมาแหงน มุงสังกะสีเอากระดานขึ้นมาปูพอเข้านอนอยู่ได้ ญาติก็รีบมาทำให้ได้แล้วเสร็จในวันเดียว

แล้วพระฟ้อนก็ได้มาจำวัดอยู่ที่นี่ ถือว่าเป็นที่สัปปายะเงียบสงบ และร่มเย็นอย่างมาก

ท่านก็เริ่มฝึกนั่งสมาธิ และใช้ลานพื้นโบสถ์ เป็นที่เดินจงกลม สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ด้วยจิตใจอันสงบ เช้าขึ้นก็ออกเดินบิณฑบาต ตามบ้านใกล้อยู่แถบนั้น มาพอฉันเช้าเวลาเดียวก็พอเพียง

การปฏิบัตินั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบ และยังกำหนดจิตพุ่งตรงไปที่โพรงจมูก ที่เป็นริดสีดวง ที่ยังมีอาการเจ็บปวด เพื่อดับเวทนาความเจ็บปวดนั้น ด้วยการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานอยู่ประมาณ ๑๐ กว่าวัน นอกจากความเจ็บหายแล้ว แผลที่เน่าเปื่อยนั้นก็ค่อยๆหายไป

Ajarn Phon Dee Sawang, when he was a young man and matured, Achan Phon was ordained as a monk. It was at

Ban Chung temple. And have studied the dharma and discipline until Learn Thai Read Including the Palaisanskrit and ancient Khmer languages

Able to read and write Deftly Because at that time there were no schools Used as a place to study Everyone must come to study at the temple. And at a later time, Phra Phon was born ill

Is hemorrhoids causing ulcers and gangrene. With a bad smell Did not treat properly A pus came out and smelled all over Monks at the temple and people who come to make merit

There is more disgust Not able to go out for alms Therefore he has separated himself and has been alone, far away From people who were familiar before Finally decided to find a new address

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง พระเกจิดัง จอมโจรที่ตี๋ใหญ่ศรัทธา หลวงปู่สุด วัดกาหลง ต.กาหลง อ.เมือง จ.สมุทรสาคร หรือ หลวงพ่อสุด พระครูสมุทรธรรมสุนทร

ท่านเป็นอาจารย์ของ ตี๋ใหญ่ จอมโจรในอดีต ท่านเป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดกาหลง จ.สมุทรสาคร ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ที่เป็นที่นับถือของชาวสมุทรสาคร แล้วท่านก็ยังเป็นเข้าของยันต์ตะกร้อที่ทำให้อยู่ยงกระพันชาตรี

หลวงพ่อสุด วัดกาหลง เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมือ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรตอนเมื่ออายุ 16 ปี

มีพระครูเม้าเป็นพระอุปัชฌาย์ ต่อมาท่านได้เป็น เจ้าอาวาสวัดกาหลง และได้รับสมณศักดิ์ เป็นพระครูสมุทรธรรมสุนทร

ท่านเป็นผู้ที่แก่กล้าทั้งทางด้านคาถา อาคมและทางด้านธรรมปฏิบัติ จวบจนท่านมรณภาพเมื่ออายุ14สิงหาคม พ.ศ.2526 สิริรวมอายุได้ 81ปี

Reverend Father Sud, Kalong Temple, Reverend Monk, Thief of the Great Tee, Reverend Grandfather Sud, Kalong Temple, Muang District, Samut Sakhon Province or Reverend Father Kru Samut Thamsoonthorn

He is the teacher of Tee Yai, the thief. In the past, he was a former Abbot of Kalong Temple in Samut Sakhon, a famous monk of Rattanakosin.

Reverend Father Sud, Kalong Temple, was born in the reign of King Chulalongkorn on 7 May 1902. He was ordained as a novice at the age of 16 years.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

หลวงพ่อสุ่น

หลวงพ่อสุ่น ผู้ที่พอจะรู้เรื่องของหลวงพ่อบ้างต่างก็เสียชีวิตกันหมดแล้ว

ประมาณอายุของท่านในตอนที่ได้ถ่ายรูปนั้น ก็พอจะคาดเดาเอาว่าท่านน่าจะเกิดในราวปี พ.ศ.๒๓๕๘ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

(แต่มีผู้ที่ได้สันนิษฐานแตกต่างออกไป คือสันนิษฐานว่าหลวงพ่อสุ่น ท่านน่าจะเกิดราวๆ ปีพ.ศ.๒๓๖๙-๒๓๗๓ เพราะว่าท่านเป็นสหธรรมิก หลวงพ่อปั้น วัดพิกุลฯ

(เกิด ๒๓๗๖ มรณภาพ ๒๔๕๖) และ หลวงพ่อเนียม วัดน้อย (เกิด ๒๓๗๑ มรณภาพ ๒๔๕๑) น่าจะอายุอานามใกล้เคียงกัน

หลวงพ่อสุ่นท่านเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานผู้ทรงอภิญญา มีวิชาอาคมไสยเวทย์เปี่ยมล้น

นอกจากนี้ยังเป็นพระหมอรักษาไข้ ช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่สาธุชนทั่วไปอีกด้วย

มีผู้มาบวชกับหลวงพ่อสุ่นอยู่มาก และหลวงพ่อสุ่น ท่านก็เป็นพระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค

เมื่อหลวงพ่อปานอายุครบบวช บิดาของท่านก็นำท่านมาขอบวชกับหลวงพ่อสุ่นที่วัดบางปลาหมอ

History of Luang Pho Soon Bang Pla Mor Temple is very fuzzy.

Only telling stories Well again, almost impossible to find any details. This is because in the days when no one had recorded any

Someone who knows enough about Luang Por has died.

About your age at the time you take that photo It is enough to speculate that you should be born around the year 2358 during the reign of King Nang Klao, Rama 3.

(But there are people who have different assumptions Is assumed that Reverend Father Soon You should be born around 2369 – 2373 B.E. Because he is a good friend of Luang Pho Pan, Phikun Temple

(Born 2376, passed away in 1813) and Reverend Father Niam, Wat Noi (born 2371 passed away in 2451) should be of similar age

Reverend Father Sun, he is the Vipassana who meditated. There are magic occult magic overflowing

In addition, he is a fever doctor. Help alleviate the suffering of general people as well

There are many monks and Luang Pho Soon. And Luang Pho Soon He is the preceptor of Luang Pho Pan Bang Bang Ko Temple.

When Luang Pho Pan was ordained His father brought him to ordain with Luang Por Soon at Wat Bang Pla Mor.

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

พ่อพัฒน์ โต๊ะทอง

พ่อพัฒน์ โต๊ะทอง เกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ปีกุน เป็นบุตรคุณปู่เปรื่อง

คุณย่าทองอยู่ โต๊ะทอง ณ อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีพี่น้องร่วมท้องเดี่ยวกัน ๙ คน พ่อพัฒน์เป็นบุตรคนที่ ๙ เป็นคนสุดท้อง ซึ่งอยู่ในครอบครัวหมอยาแผนโบราณ

เมื่ออายุได้เข้าเกณฑ์ ๗ ปี ได้เข้ารับการศึกษา จนจบชั้นประถม ปีที่ ๔ หลังจากได้จบการศึกษาแล้วนั้นท่านมีความสนใจ ในการรักษาต่างๆ ของปู่เปรื่องเป็นอย่างมาก เลยได้ทำการขอ ปู่เปรื่องร่ำเรียนในขณะนั้นพ่อพัฒน์

ได้มีอายุ ๑๑ ปี ปู่เปรื่องท่านยังไม่ได้สอนให้ เนื่องจากอายุยังน้อย และจะลองดูว่าพ่อพัฒน์จะสนใจจริงๆหรือไม่ แต่ได้พาพ่อพัฒน์ ไปบวชสามเณร ที่จังหวัดสุพรรณบุรี

อยู่ในเขตใกล้บ้านท่าน จวบจนเวลาผ่านมาอีก ๒ ปี พ่อพัฒน์ ได้สิกขาลาเพศจากสามเณร ก็ยังมีความสนในที่จะขอเรียนตำรายาจากปู่เปรื่องอีก

ปู่เปรื่องท่านจึงตัดสินใจให้ พ่อพัฒน์ รับสืบทอดให้เป็นหมอยา ตั้งแต่อายุ ๑๓ ปี พ่อพัฒน์ท่านมีความขยันหมั่นเพียร ที่จะจดจำ ตำรับตำรา และวิธีการต่างๆ ในการรักษา ถึงจะเป็นเกล็ดเล็กน้อย ท่านก็จะถามปู่เปรื่องตลอด จนชำนิชำนาน ในการรักษา เป็นอย่างดี

จวบจนอายุครบ ๒๑ ปี ได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารเพื่อรับใช้ชาติ อยู่ในสกัด ทหารม้ารักษาพระองค์ ในปีที่ ๒ พ่อพัฒน์ได้รับให้เป็นครูฝึกทหารใหม่ จนปลดประจำการ หลังจากปลดประจำการมาแล้ว พ่อพัฒน์ได้เดินทางมาหางานทำในเขต จังหวัดสมุทรปราการ เป็นระยะเวลา ๘ ปี

ด้วยอุปนิสัยเป็นคนอารมร้อน เกกมะเหรก เกเร ส่ำมะเลเทเมา ตีลั่นฟันแทงไปทั่ว ค่ำไหนนอนนั้น ตามฟุตบาทข้างทางก็นอน เลยทำให้ท่านมีเพื่อนฝูง เป็นจำนวนมาก ใครจะมาละร่านท่านและเพื่อนๆไม่ได้ เพราะเป็นคนรักเพื่อนมาก จนมาวันหนึ่งมีคู่อริมาหาเรื่องท่านและเพื่อน

ช่วงที่กำลังชุลมุนอยู่นั้นท่านเหลือบไปเห็นว่าเพื่อนกำลังจะโดนฟัน ท่านจึงเอาตัวเข้าไปขวาง แล้วเอามือซ้ายขึ้นรับมีดแทนเพื่อน จึงเป็นเหตุให้เส้นเอ็นข้อมือข้างซ้ายขาด จนทำให้ใช้งานไม่ได้

หลังจากรักษาตัวหาย ท่านคิดที่จะเลิกกินเหล้า เลิกเกเร ท่านคิดอยากจะบวชเพื่อทดแทนคุณบิดามารดา เลยได้ตัดสินใจบวช ในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่วัดไตรสามัคคี ตำบลบางเมือง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

ได้รับฉายา รกฺขิตสีโร แปลว่า ผู้มีบารมีธรรม เมื่อพระภิกษุพัฒน์ ได้เข้าร่มกาสาวพัสตร์ ท่านเป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย ต่อพระอุปัชฌาย์ ครูอาจารย์ ในการศึกษาพระธรรม และการศึกษาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิสงบเยือกเย็น ลำดับหนึ่ง

พอถึงพรรษาที่ ๒ พระอาจารย์พัฒน์ได้คิดถึงสมัยที่โดนฟันที่ข้อมือซ้าย ทำให้เส้นเอ็นขาด เลยคิดว่าถ้าท่านมีวิชาคงจะป้องกันตัวเองได้

อยากเรียนวิชาในสายคงกะพันอย่างจริงจัง พอถึงเวลาหัวค่ำปกติที่ท่านต้องสวดมนต์ทำวัตรเย็น และนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันนั้น ท่านจึง ตั้งจิตอธิฐานต่อองค์พระพุทธ

พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้เจอครูบาอาจารย์ผู้เรืองเวทย์เรืองอาคม ท่านจะไปขอร่ำเรียนวิชา หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ได้เจอ โยมน้อม เข้ามาทำบุญที่วัดไตรสามัคคี

พระอาจารย์พัฒน์ สักครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไม่ได้รับเป็นศิษย์ พระอาจารย์พัฒน์ก็ยังไม่ได้เดินทางกลับวัด

ด้วยมีความตั้งใจอยากจะเรียนให้ได้ ก็เลยได้อาศัยชานพักหน้าบ้านปู่บุญ จำวัดเป็นเวลา 5 วัน ในเวลา 5 วันนั้นปู่บุญก็ทำอาหารถวายทุกวัน

ส่วนพระอาจารย์พัฒน์นั้นก็สวดมนต์ไหวพระนั่งสมาธิ เดินจงกรม ตลอดมิได้ลบเล้า ให้ปู่บุญลำคานใจแต่ประการใดเลย จนปู่บุญ เห็นความตั้งใจจริงของพระอาจารย์พัฒน์

เป็นผู้มีความวิริยะอุตสาหะ อดทน ถ้าสอนแล้ว น่าจะเป็นคุณประโยชน์สืบต่อไปเป็นแน่ในวันที่ 6 พูดคุยกับพระอาจารย์พัฒน์และโยมน้อม

ตั้งแต่นั้นมาพระอาจารย์พัฒน์ และ โยมน้อม ก็ได้ศึกษาสรรพวิชาต่างๆมาจากปูบุญ ด้วยที่พระอาจารย์พัฒน์เป็นคนขยันมั่นเพียร

Father Phat Toongthong was born on Tuesday, June 10, 1909, Year Kun is the son of Grandfather Prueng.

Grandma Yoo To Thong, in Bang Sai District, Phra Nakhon Si Ayutthaya Province Have 9 siblings. Father Phat is the ninth child, the youngest Which is in the family of Traditional Medicine

When he was 7 years old, he received education. Until the end of grade 4, after graduation, he is interested In various treatments Of great grandfather Therefore requested Grandfather Prueng studied at that time, Phat.

Was 11 years old. Grandfather Prueng, he has not taught Due to being young And will try to see if Father Phat is really interested or not But brought Phat Phat to ordain a novice in Suphan Buri Province

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

อาจารย์วี ศรีโฉมงาม

อาจารย์วี ศรีโฉมงาม ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 4 กรกฎาคม 2502 (ปีชวด)

อาจารย์วี ศรีโฉมงาม

ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 189 หมู่ที่ 4 ต.ท้ายบ้าน อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ

มีพี่น้องจำนวน 5 คน อาจารย์วี เป็นบุตรคนที่ 3 ในบุตรและธิดาจำนวน 5 คน ประสบการณ์เรื่องเหนือธรรมชาติ ในวัยเด็ก เมื่อวัยเด็กนั้นท่านได้เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างหนัก

แม่ของท่านได้นำท่านไปหาคนทรงตามความเชื่อของคนสมัยนั้น ท่านเล่าว่าคนทรงนั้น

เค้าทรงครูชื่อครูอรุณยจักร และเหตุการณ์ในวันนั้นคือ ครูอรุณยจักรท่านบอกว่า ฉันจะไปคุยกับเค้าให้

( คนที่จะมานำวิญญาณของอาจารย์วีไป ) และบอกว่าถ้าหากวันรุ่งขึ้น มีคนในคลองแสนสุข เสียชีวิต ตัวท่านจะรอด

ในวันรุ่งขึ้นก็มีคนเสียชีวิตจริง ๆ จากนั้นเอง อาการเจ็บป่วยของอาจารย์วีนั้น ก็ดีวันดีคืน โดยไม่ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาล หรือกินยาใดๆ เลย

เมื่อตอนอายุประมาณ 5 ขวบ มีหมอดูแขกขาวโพกผ้าบนหัว ได้เดินผ่านมาเห็นท่าน

และได้ทำนายลักษณะและใบหน้าของท่านไว้ว่า ในภายภาคหน้านั้น จะได้เป็นครูบาอาจารย์คน ผู้คนจะให้เคารพนับถือกราบไหว้

ต่อมาเมื่อช่วงวัยหนุ่ม อายุประมาณ 14-15 ปี ท่านเล่าว่า เหตุการณ์ในวันนั้น ท่านเห็นพ่อของท่านเมาสุรา และได้นำขวดน้ำอัดลมที่เป็นขวดแก้วตีหัวตนเอง

ท่านก็พยายามที่จะเข้าไปห้าม แต่ท่านก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะท่านบอกว่าสมัยนั้นท่านค่อนข้างเกเร

อาจารย์วี ศรีโฉมงาม เริ่มไปสักยันต์และเรียนเวทมนต์คาถา อาจารย์วีท่านเริ่มไปรับการสักยันต์ครั้งแรก

เมื่ออายุประมาณ 17 ปี และได้ตระเวนไปสักตามสำนักต่างๆ ที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ตามคำแนะนำของรุ่นพี่และเพื่อน ๆ ในละแวกบ้านของท่าน ท่านเล่าว่าฉันก็ไปมาหลายที่เหมือนกัน

จากนั้นไม่นานท่านก็เริ่มสนใจที่จะศึกษา วิชาการสักยันต์ขึ้นมา โดยครูคนแรกที่ถ่ายถอดวิชาการสักยันต์

ให้ท่านคือคุณพ่อชื้น ผลโพธิ์ ท่านเล่าว่ากว่าคุณพ่อชื้นท่านจะรับเป็นศิษย์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เมื่อมีความตั้งใจจริง เทียวไปหาไปพบท่านจนพ่อชื้นท่านเมตตารับท่านเป็นศิษย์

พ่อชื้นบอกกับท่านว่าเอ็งต้องไปหาคนดำมาเรียนเป็นเพื่อนเอ็งเพราะอาจารย์วีท่านเป็นคนผิวขาว

เนื่องจากวิชานี้ต้องเรียนกันเป็นคู่ แต่ในท้ายที่สุด อาจารย์วีท่านก็ไม่สามารถหาคู่มาเรียนได้ จึงกลับมาบอกพ่อชื้นว่าท่านหาคนผิวดำมาเรียนด้วยไม่ได้

พ่อชื้นจึงบอกกับอาจารย์วีว่า ไม่เป็นไรมึงหาไม่ได้ก็แล้วแต่มึง ดูแลตัวเองเอาแล้วกันหลังจากนั้นพ่อชื้นก็ทำการครอบครูและประสิทธิประสาทวิชาให้กับ

ท่านอาจารย์วี ในวันเสาร์ห้า อาจารย์วีท่านได้เรียนกับคุณพ่อชื้น อยู่เป็นเวลาประมาณ 3 ปี จากนั้นคุณพ่อชื้นก็ได้เสียชีวิตลง

จากนั้นมาต่อวิชากับคุณตาสิทธิ์ พันสิทธ์ ซึ่งท่านเป็นลูกศิษย์ของครูแก้ว คำวิบูลย์ ท่านเล่าว่าวิชาอะไรที่ยังไม่ได้จากพ่อชื้น ก็มาเรียนต่อจากคุณตาสิทธิ์เพิ่มเติมจากนั้นก็ได้เรียนวิชาทำลูกสะกด จากคุณตาอู๊ด

ท่านเป็นหมอกลางบ้าน โดยท่านะทำหน้าที่รักษาโรค และตั้งศาลพระภูมิให้กับคนทั่วไป

ท่านได้เรียนยันต์ ตรีนิสิงเหหนึ่งชั้นและสองชั้น จากท่านอาจารย์บู่ พันสิทธิ์ และได้เรียนวิชาเสือสมิง และคาถานะหน้าทอง กับท่านอาจารย์ยูน ประสพแก้ว

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

พระอาจารย์อนันต์อกิญจโน

พระอาจารย์อนันต์อกิญจโน เรียนจบประกาศนียบัตรวิชาชีพกระทรวงพาณิชย์ทำงานที่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทยจนกระทั่งอายุ 22 ปีเป็นพระภิกษุที่อุโบสถวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานีด้วยพระเถรเถร (หลวงปู่ชาสุภัทร) เป็นพระอุปัชฌาย์เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2519

เมื่อเขาเข้าร่วมในฐานะพระได้ศึกษาธรรมะปฏิบัติและฝึกฝนอย่างใกล้ชิดกับหลวงปู่ชาเป็นเวลาหลายปี ในช่วงเวลานี้ถ้าเขามีเวลาว่างเขาจะเดินทางไปแสวงบุญไปยังจังหวัดต่าง ๆ จนกว่าจะได้รับความสงบและความเงียบสงบและสัมผัสกับรสชาติของธรรมะสภาพธรรมชาติ

ในปี พ.ศ. 2524 เขามาช่วยสร้างพระในอำเภอลำลูกกาจังหวัดปทุมธานีและต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2527 ได้เป็นผู้บุกเบิกการสร้างพระสุพัตถาบรรพตหรือวัดมาบจันทร์จนทุกวันนี้ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสในปี 1996

พระอาจารย์อนันต์อกิญจโน

Phra Ajarn Anan Akinjno Have studied vocational certificate, Commerce Department, working at Thai Cement Company Until the age of 22 years, became a Buddhist monk at the Ubosot of Wat Nong Pa Phong. Ubon Ratchathani Province With the Holy Synod Synod (Luang Pu Cha Suphattho) as the preceptor on July 3, 1976

When he had joined as a monk Has been studying Dhamma practices and practices closely with Luang Pu Cha for many years. During this time, if he has free time, he will travel on a pilgrimage Go to various provinces Until receiving peace and tranquility And experience the taste of Dharma, a natural state

In the year 2524, he came to help build a monk in Lam Luk Ka District, Pathum Thani Province, and later on November 28, 2527, has pioneered the construction of the monk Suphattha Banphot or Wat Mapjan until today. And was appointed abbot in 1996

ครูแก้ว คำวิบูลย์

ครูแก้ว คำวิบูลย์ ท่านเป็นหลานหลวงปู่ทอง วัดราชโยธาและเรียนวิชากับหลวงปู่ทอง

อีกสายนึงที่ท่านก็ศึกษาร่ำเรียนมาบางส่วนคือหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

อาจารย์แก้วท่านเป็นหลานที่หลวงปู่ทองรักและไว้ใจ ท่านเรียนวิชาอาคมกับหลวงปู่ทองจนอายุ๑๙ ท่านได้อาสารับใช้ชาติเป็นทหารไปต่างประเทศ

จนท่านกับมาวัดราชโยธาอีกครั้ง เมื่ออายุครบบวช ก็ได้บวชที่วัดราชโยธา โดยมีหลวงปู่ทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วก็ตั้งหน้าศึกษาวิชาต่อกับหลวงปู่ทอง

จนหมดไส้หมดพุง หลวงปู่ทองได้ครอบครู ประสิทธิ ประสาท เรียนวิชาคู่กับอาจารย์แถว

อาจารย์แก้วลาอุปสมบทแล้วก็อาศัยวิชาสัก มาสักให้กับลูกศิษย์ฆราวาส และที่เป็นพระก็มี โดยมาสักที่บ้านท่าเรือ คลองเตยก่อน เมื่อลูกศิษย์เยอะขึ้นก็ย้ายจากท่าเรือมาที่ถนนวิทยุ ซอยร่วมฤดี ตั้งแต่ปี ๒๔๗๐

ซึ่งมีช่วงนึงปีที่เกิดกบฎ ณ เณร ท่านบวชที่วัดระฆัง อุทิศกุศลให้โยมบิดาเมื่อมีการจับกบฎ เรื่องราวจึงพาดพิง มาถึงท่าน เพราะ ร.ท. ณ เณร เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดมาสู่ท่าน

ทางการจึงหาว่าอาจารย์แก้วสมรู้ร่วมคิด จึงโดนจับทั้งผ้าเหลือง แต่ต่อมาก็ถูกปล่อยมาเพราะท่านไม่ผิดและไม่มีหลักฐาน เมื่อท่านออกมาก็ลาสิกขาบท

ท่านมาเปิดสักที่โบสถ์พราหมณ์ อีกครั้ง โดยท่านจะมีลูกศิษย์ช่วยสักอยู่ ๖ คน เป็นที่รู้จักโด่งดังของคนทั่วไปและข้าราชการผู้ใหญ่ นายทหารสมัยก่อน และเชื้อพระวงศ์จนปี๒๔๙๘ ท่านได้ถึงแก่กรรม

Teacher Kaew Khamwibun

Another route that you have studied in some parts is Luang Pu Suk. Pak Khlong Makham Tao Temple

Ajahn Kaew is a grandson that Reverend Grandfather Thong loves and trusts. He studied magic with Luang Pu Thong until age 19. He volunteered to serve the nation as a soldier to a foreign country.

Until you and the royal temple again When he is ordained Was ordained at the royal temple With Reverend Grandfather Thong Is preceptor When ordained, then set up to study with Luang Pu Thong

Until exhaustion Reverend Grandfather Thong has a teacher, Prasit Prasart, studying with a teacher

Teacher Kaew Lak, ordination and then relying on tattooing Came to tattoo for the lay disciple And the monk also had By coming to the house of Khlong Toei Pier first.

When more pupils moved from the pier to Wireless Road, Soi Ruamrudee since year 1927

ขอบคุณข้อมูลรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม

หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม ผู้มีธรรมเป็นฐาน หรือ ผู้มีจิตใจตั้งมั่นในธรรม ที่ชาวบ้านทั่วไปรู้จักดีในนาม หลวงปู่ขุ้ย ฐิตธัมโม เป็นพระเกจิอาจารย์ศิษย์เอกสืบสายวิทยาคม จากพระครูวิชิตพัชราจารย์ หรือ หลวงพ่อทบ วัดช้างเผือก อ.เมืองเพชรบูรณ์

อดีตพระเกจิชื่อดังแห่งจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นพระภิกษุที่มีใจปฏิบัติธรรมและรักษาวินัยอย่างเคร่งครัดในพระวินัยเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันหลวงปู่ขุ้ย ปี2550 สิริอายุ 87 ปี 65 พรรษา ดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดซับตะเคียน ต.ท่าด้วง อ. หนองไผ่ จ.เพชรบุรณ์ อัตโนประวัติ ถือกำเนิดในสกุล ท่อนทอง เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2454 ที่บ้านท่ามะทัน

ช่วงวัยเยาว์เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่บ้านเกิด พอได้อายุ 12 ปี บิดาถึงแก่กรรมจึงบรรพชาบวชหน้าไฟ พ.ศ.2466 ให้โยมบิดา แต่ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า แม้จะเสร็จงานศพบิดาจึงไม่ยินยอมลาสึกขา ขออนุญาตโยมมารดา บวชเรียนต่อ

ต่อมาได้ทราบถึงกิตติศัพท์ของหลวงพ่อทบ วัดพระพุทธบาทชนแดน อ.ชนแดน เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีประชาชนเคารพนับถือ จึงศรัทธา เดินทางจากบ้านเกิดไปยัง อ.ชนแดน เพื่อฝากเป็นลูกศิษย์อยู่รับใช้อปัฎฐาก ตักน้ำ เถกระโถนน้ำหมาก ล้างบาตร ปัดกราดเสนาสนะ ฯลฯ

ด้วยความเมตตาจากหลวงพ่อทบ จึงได้ถ่ายทอดสรรพวิชาคาถา การทำตะกรุดโทน ลงเลขยันต์ คาถาผ้ายันต์และได้ศึกษาปฏิบัติวิชากัมมัฏฐานและกำหนดจิต มีความรู้แก่กล้าตามลำดับ สามารถเสดข้าวสารให้ไก่กิน

ศึกษาเรียนรู้ในการจัดสร้างพระกริ่ง พระรูปหล่อ ตามประเพณีโบราณ ผลสัมฤทธิ์ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สามเณรขุ้ยมีความชำนาญอย่างยิ่ง

หลังอุปสมบท อยู่ปรนนิบัติรับใช้พระอุปัชฌาย์ 2 พรรษา จึงได้กราบลา เดินทางไปจำพรรษายังวัดชนแดน เพื่อศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมและปฏิบัติกัมมัฏฐาน จากหลวงพ่อทบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปฏิบัติธรรมแก่กล้าท่านได้กราบลาหลวงพ่อทบออกเดินทางธุดงวัตรไปยังสถานที่ต่างๆ

พ.ศ. 2486 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลท่าอีบุญ ปกครองพระสงฆ์-สามเณร ได้ระยะหนึ่งเกิดความเบื่อหน่ายจึงได้ขอลาออก และออกเดินธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ อาทิ แขวงจำปาสัก ประเทศเขมร

พ.ศ. 2517 หลวงปู่ขุ้ย ได้เดินธุดงควัตรตามแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ มุ่งหน้าขึ้นทิศตะวันออก ในที่สุดหลวงปู่ได้เดินทางมายังบ้านท่าด้วง

ได้เล็งเห็นความเจริญที่จะเกิดขึ้นแก่หมู่บ้านนี้ในอนาคตประกอบกับมีป่าไม้ แหล่งน้ำไหลผ่าน ท่านจึงได้หยุดธุดงค์ และชักชวนชาวบ้านสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านซับตะเคียน

บ้านซับตะเคียนเป็นบ้านป่าดงดิบเต็มไปด้วย เสือ ช้าง และสัตว์มีเขี้ยวพิษนานาชนิด เต็มไปด้วยไข้ป่า อยู่ห่างจาก อ.หนองไผ่ กว่า 40 ก.ม.

ถ้าจะเดินทางมายังที่ตั้งตัวจังหวัด ต้องใช้เวลาเป็นแรมเดือนเมื่อชาวบ้านเจ็บไข้ไม่สบาย หลวงปู่ขุ้ยได้เข้าป่าหาสมุนไพร มารักษาชาวบ้านด้วยตนเอง แทนยาจากในเมือง

Reverend Grandfather Khui Thithammo, who has the Dharma as the base, or who has a firm mind in Dharma Which the general villagers know well as Luang Pu Kui Thit Thammo, a monk, a pupil From Phra Kru Wichit, Patchara Chan or Luang Pho Thob, Chang Phueak Temple, Mueang Phetchabun District

Former famous monk from Phetchabun province Is a monk who has strict heart and strict discipline

At present, Reverend Grandfather Khui, 2007, aged 87 years, 65 years old, is the abbot of Sub Takhian Temple, Tha Duang Sub-district, Nong Phai District, Phetchabun Province. abreast

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพได้ที่ Google 

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม

พระอาจารย์สุชาติ

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต  เกิดเมื่อพฤศจิกายน 2490 เมื่อเขาอายุประมาณ 2 ปี พ่อของเขาจึงพาเขาไปกับคุณย่าที่สุพรรณ เพื่อช่วยเลี้ยงดูเขาแทนเพราะพ่อแม่ไม่ได้ดูแลง่ายเพราะคุณต้องทำงานและย้ายบ่อย ๆ

เขาเข้าเรียนที่โรงเรียนเจ็ดวันตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงมัธยมปลาย จากนั้นมาทำงานที่สนามบินนานาชาติอู่ตะเภา (ระยอง – พัทยา) นานกว่าหนึ่งปีพอที่จะเก็บเงินได้พอสมควรแล้วไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยของรัฐในแคลิฟอร์เนียจนจบปริญญาตรีวิศวกรรมโยธา

พระอาจารย์สุชาติอภิพิชาโตะออกบวชเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2518 โดยมีพระยาสังฆมณฑลสังฆราชาสังฆราชาสังฆมณฑลเป็นพระอุปัชฌาย์ทรงบวชเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ที่วัดบวรนิเวศ

เพียงพอที่จะสวมเสื้อคลุมสีเหลืองเป็นบิณฑบาตเพื่อดูแลพระต่าง ๆ และสามารถเดินทางได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดเกี่ยวกับการทำผ้าห่มอำลาพระราชาขออนุญาตอยู่กับหลวงตา ณ วัดป่าบ้านตาด

Ajahn Suchart Ajarn Suchart Aphichato was born in November 1947, when he was about 2 years old. His father therefore brought him with Grandma in Suphan. To help raise him instead Because the parents are not easy to care for you Due to having to work and move frequently

He attended Seven Day School from grade 1 until finishing high school. Then come to work at U-Tapao International Airport (Rayong – Pattaya) for over a year, enough to save enough money and then went to study at State University in California until graduating Bachelor of Engineering Civil Engineering

Phra Ajarn Suchat Aphichato, ordained on February 19, 1975, with Somdet Phraya Sangworn Patriarch Sangkathanai Is preceptor He ordained for about 6 weeks at Bowonniwet Temple.

Enough to wear yellow robes as alms to take care of various monks. And able to travel without feeling uncomfortable about blanketing Paid farewell to the King Requesting permission to stay with Luang Ta at Pa Ban Tat Temple

ขอบคุณข้อมูลรูปภาพได้ที่ Google

อาจารย์ป่อง น่วมมานา

พระขุนแผน

หลวงพ่อเกษม